สัมภาษณ์งานอย่างไรให้ได้งาน

การสัมภาษณ์เป็นขั้นตอนการคัดกรองคนเข้าทำงาน มีจุดประสงค์เพื่อให้ได้คนทำงานตรงกับงานมากที่สุด บางแห่งทดสอบข้อเขียน และทดสอบการปฏิบัติงานก่อนการสัมภาษณ์ บางแห่งเลือกใช้วิธีการสัมภาษณ์อย่างเดียว หลายคนที่เคยหรือไม่เคยผ่านการสัมภาษณ์ คิดว่าการสัมภาษณ์เป็นเรื่องใหญ่ การสัมภาษณ์เป็นการสืบสวนสอบสวนที่ต้องเผชิญหน้ากับกรรมการหน้าดุๆ กลัวการสัมภาษณ์ ประหม่า ตื่นเต้น ตอบคำถามไม่ถูกใจกรรมการเพราะขาดความรู้ อ่อนซ้อมตอบคำถาม ความคิดตะกุกตะกัก ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง หรือกดดันตนเอง  ดังนั้น ขอนำเสนอประสบการณ์ของผู้เขียนทั้งในฐานะผู้เข้ารับการสัมภาษณ์และกรรมการสัมภาษณ์ในหลายๆ ครั้ง เพื่อเป็นแนวทางทางสำหรับน้องๆ ลูกหลานนำไปประยุกต์ใช้สัมภาษณ์งานอย่างไรให้ได้งาน

ประเด็นที่นายจ้างพิจารณาคนเข้าทำงาน

  • สมรรถนะกาย สุขภาพดี คล่องแคล่ว ไม่เจ็บป่วยเป็นโรคต้องห้าม ไม่ยุ่งเกี่ยวสิ่งเสพย์ติดร้ายแรง
  • ทักษะงาน มีประสบการณ์และทักษะการทำงาน ถ้ายังไม่มีประสบการณ์ทำงานเพราะเพิ่งจบการศึกษา เมื่อทดลองปฏิบัติงานแล้วพบว่าทำงานได้
  • ทักษะวิชาการ จบการศึกษาในสาขาวิชาที่ตรงหรือเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงาน ได้เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำเกินไป มีใบประกาศนียบัตรผ่านการฝึกอรม ศึกษาดูงาน จะได้รับโอกาสรับพิจารณามากกว่าคนอื่น
  • บุคลิกภาพ ลักษณะและการแสดงออกทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ถูกสร้างจากวิถีการดำรงชีวิตประสบการณ์ การปรับตัวภายในภายนอก และปัจจัยของสิ่งแวดล้อม มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด แรงบันดาลใจ และการกระทำเฉพาะบุคคล เช่น ความสนใจ (เป้าหมายชีวิต) ทัศนคติ (ความคิดเห็นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง) สติปัญญา (ความรู้) ความสามารถ-ความถนัด (ทักษะชำนาญ) ให้ความร่วมมือมีมนุษยสัมพันธ์ ชอบเข้าสังคม ทำงานร่วมกับคนอื่น เป็นผู้ฟัง-ผู้เสนอที่ดี หรือชอบแยกตัวสันโดษ ปฏิบัติตามนโยบายองค์กรหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลง กระตือรือร้นหรือเฉื่อยชา การควบคุมอารมณ์ เป็นต้น ในช่วงเวลาสัมภาษณ์เพียงน้อยนิด กรรมการคงไม่สามารถรู้ว่าผู้เข้ารับการสัมภาษณ์มีบุคลิกภาพแท้จริงทั้งหมดเป็นอย่างไร หรือแม้แต่กำหนดให้ตอบแบบประเมินบุคลิกภาพอย่างละเอียด ย่อมมีการบิดเบือนบุคลิกภาพที่แท้จริงของตนเอง แต่กรรมการจะดูจากการทำงานในที่ทำงานเดิม สอบถามบุคคลอ้างอิง ถามบรรยากาศทำงานเก่า ผลสำเร็จหรือความภาคภูมิใจของงานที่เคยทำหรือเคยศึกษาเล่าเรียน ถามเป้าหมายและความต้องการทำงาน การชอบเรียนรู้งานใหม่ที่ท้าทาย การพัฒนาทักษะการทำงาน แรงบันดาลใจในการทำงาน เป็นต้น  ในภาพรวมก็คือ คนนั้น “ดูดี” ไม่ใช่แต่งกายดี หน้าตาหล่อสวยเท่ห์ ผิวพรรณดี ทันสมัยเท่านั้น  “ดูดี” หมายถึง ความคล่องตัว มีปฏิภาณไหวพริบ ตอบคำถามได้ตรงประเด็นโดยไม่ลังเล รอบรู้วิธีแก้ปัญหาในการทำงาน ใฝ่รู้ กล้าแสดงออก มีแนวคิดพัฒนางาน สินค้า และบริการ สรุปแล้วคือ คนนี้ใช่เลย เหมาะสมกับงานนั้นๆ การควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากในช่วงสัมภาษณ์ กรรมการบางท่านอาจจะถามที่กระทบทางลบต่อความรู้สึกของเรา เช่น “ทำไมวิชานี้คุณสอบไม่ผ่านต้องลงซ้ำถึง 3 ครั้งถึงผ่าน วิชานี้สำคัญมากต่อตำแหน่งงานที่คุณสมัคร คุณคิดหรือว่ากรรมการจะรับคุณเข้างาน” เราต้องไม่แสดงออกทางสีหน้า แววตา การเคลื่อนไหวร่างกาย เสียงพูด และเหงื่อออก ต้องควบคุมอารมณ์ของเราให้อยู่เป็นปกติมากกที่สุด ไม่ให้กรรมการสังเกตเห็นว่าเรากำลังไม่พอใจต่อคำถามนั้น
  • การสื่อสาร พูดภาษาไทยชัดเจน ใช้ภาษาที่สุภาพ พูดโต้ตอบที่เข้าใจได้ทั้งสองฝ่าย (พูดคุยรู้เรื่อง) พูดเหมาะสมกับสถานการณ์ มีทักษะการพูดเจรจาต่อรอง การพูดในที่ชุมชน หรือในหมู่เพื่อนร่วมงาน เรื่องนี้มีความสำคัญต่อการเรียนรู้งาน การสอนงาน และการติดต่อสื่อสารผู้ร่วมงาน-ลูกค้า ควรหลีกเลี่ยงรตอบคำถามที่เอาใจกรรมการเกินไป เช่น “คุณเรียนจบมาแล้วเกือบปียังว่างงาน เขียนในใบสมัครว่าอยากทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว คุณไปสมัครงานที่ไหนบ้าง” คำตอบที่ (1) “ยังไม่ได้สมัครที่ไหนค่ะ ตั้งใจสมัครทำงานที่นี่ที่เดียว”  คำตอบที่ (2) “หลังเรียนจบมีประกาศรับสมัครงานน้อย แต่ไปสมัคร 3 แห่ง แห่งแรกติดลำดับสำรองที่ 3 แห่งที่ 2 ไม่ไปสัมภาษณ์เพราะญาติป่วยต้องดูแล (3) แห่งที่ 3 รอผลสัมภาษณ์ จะประกาศผลภายในสัปดาห์หน้า แต่ถ้าได้ที่นี่ก็จะทำงานที่นี่เพราะเดินทางสะดวกกว่า”  ถ้าผู้เขียนเป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์จะเลือกคนที่ตอบคำตอบที่ 2 เพราะแสดงถึงแรงจูงใจในการทำงาน และการเสียสละไปทำสิ่งที่สำคัญมากกว่า คนแบบนี้เป็นคนที่นายจ้างต้องการมาร่วมทำงาน

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการสัมภาษณ์

  • ความรอบรู้ในงานที่รับสมัคร วิเคราะห์สินค้า บริการ หรืองานของนายจ้าง ตรวจสอบรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของงาน (Job description) อย่างละเอียด ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่นายจ้างใช้คัดกรองคนเข้าทำงานซึ่งจะใช้เป็นคำถามตอนสัมภาษณ์ บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของตำแหน่งงานที่รับสมัคร และที่สำคัญก็คือ วัฒนธรรมองค์กร เช่น การเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก กล้าโต้แย้งสิ่งที่ไม่ถูกต้องพร้อมกับเสนอแนวทางแก้ปัญหา เสนอความคิดสร้างสรรค์สิ่งที่ดี หมั่นพัฒนาตนเอง ทำงานเป็นทีม ทำงานได้ทุกหน้าที่ไม่เลือกงาน ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เป็นต้น
  • พิจารณาเงินเดือนค่าจ้างก่อนตัดสินใจสมัครงาน คุณต้องดูว่านายจ้างจ่ายให้เราตามที่ประกาศรับสมัครนั้นเหมาะสมเพียงพอกับเงินที่เราต้องการหรือไม่ รับได้ไหม ถ้ารับได้จึงยื่นใบสมัคร การต่อรองขอเพิ่มเงินเดือนค่าจ้างขณะที่กำลังสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่กรรมการไม่พึงประสงค์ ถ้ากรรมการดูจากข้อมูลในใบสมัคร เช่น มีคุณสมบัติเฉพาะที่กำลังต้องการคนทำงานกับชาวญี่ปุ่น คุณเป็นวิศวกรที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้เพราะเคยทำงานกับบริษัทญี่ปุ่น กรณีนี้ไม่ต้องขอเพิ่มเงินเดือนค่าจ้าง จะถูกพิจารณาเพิ่มให้เองเพราะอยากได้คุณมาทำงานจริงๆ การเขียนข้อมูลในใบสมัครที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง ต้องหลีกเลี่ยง เช่น เงินเดือนค่าจ้างล่าสุด 25,000 บาท สาเหตุที่ลาออกเพราะต้องการเปลี่ยนงาน มีสวัสดิการที่ดีกว่า แต่เงินเดือนค่าจ้างตำแหน่งที่สมัครอยู่ที่ 18,000 บาท แบบนี้กรรมการไม่ประทับใจ
  • การเขียนใบสมัคร ต้องละเอียด เพราะกรรมการมีเวลาการสัมภาษณ์น้อย ดูข้อมูลจากใบสมัคร มีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานใส่ไปเต็มที่ โดยเฉพาะประสบการณ์หลังสำเร็จการศึกษาที่ได้ทำงานสอดล้องกับสาขาที่จบการศึกษา
  • จัดทำจดหมายสมัครงาน (resumes) พิมพ์ลงกระดาษ 2 ฉบับ ฉบับที่หนึ่งยื่นให้กรรมการ ฉบับที่สองเราถือไว้ ขณะที่กรรมการเปิดดูและให้อธิบายเพิ่มเติม เราก็ดูในฉบับที่ถือไว้ เพื่อข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจตรงกัน บางหน่วยงานให้ส่งเป็นไฟล์ ไม่ควรแสดงจดหมายสมัครงานผ่านจอโทรศัพท์มือถือ แทปเล็ต และโน้ตบุค ต่อหน้ากรรมการ นอกจากไม่เหมาะสมแล้วอาจมีปัญหาด้านเทคนิค ในจดหมายสมัครงาน หรือใบสมัครงานต้องระบุบุคคลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือและสามารถติดต่อได้ คือ หัวหน้างาน ผู้จัดการ อาจารย์ จะมีน้ำหนักและถูกใจกรรมการสัมภาษณ์มากกว่าบุคคลอ้างอิงที่เป็นเพื่อน พ่อ แม่ ญาติ เคยพบบางคนทำเป็นแฟ้มสะสมงาน (portfolio) มีตั้งแต่รูปถือป้ายกีฬาสีโรงเรียนอนุบาล 1 จนถึงรูปไปทำบุญกับญาติหลังจบการศึกษา แบบนี้ข้อมูลมากเกินไปและไม่จำเป็น เหมาะสำหรับใช้ประกอบการเรียนต่อชั้นมัธยม ประกาศนียบัตรวิชาชีพ และมหาวิทยาลัย หรือสมัครงานสายอาชีพครู ต้องคัดเลือกเฉพาะระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาที่เป็นกิจกรรม ผลงาน ชิ้นงาน หรือประกาศนียบัตร-วุฒิบัตรการฝึกอบรม ศึกษาดูงาน ฝึกงาน หรือผ่านการทดสอบทางอาชีพ-ทักษะงาน (ไม่ใช่ใบระเบียน รบ. ไม่ใช่ปริญญาบัตร) ที่ตรงหรือใกล้เคียงกับตำแหน่งงานที่สมัครก็เพียงพอแล้ว โดยถ่ายสำเนาแนบกับจดหมายสมัครงาน และนำฉบับจริงติดตัวไปในวันสัมภาษณ์เผื่อกรรมการขอดู
  • การออกเสียงพูด กิริยาท่าทางภาษากาย ฝึกตอบคำถาม ใช้วิธีพูดหน้ากระจก หรือตอบคำถามให้คนอื่นฟัง คำควบกล้ำ/ไม่ควบกล้ำ ร เรือ/ล ลิง สระเอีย/สระเอือ ต้องชัดเจน
  • เตรียมเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการสัมภาษณ์ไว้ให้พร้อม เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง ใบอนุญาตขับขี่ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) เพื่อแสดงตัวตน บัตรประจำตัวผู้สมัคร (ถ้ามี) สำเนาจดหมายสมัครงาน ผลงาน-ชิ้นงาน-ตัวอย่างงาน (ถ้ามี) เป็นต้น
  • วางแผนการเดินทาง ในสภาวะเมืองใหญ่แหล่งตลาดแรงงาน หลีกไม่พ้นกับปัญหาการจราจรติดขัด เราต้องวางแผนการเดินทางให้ดี ค้นหาตำแหน่งที่ตั้งของหน่วยงาน ต้องไม่ไปถึงสาย ออกจากบ้านที่พักแต่เนิ่นๆ ควรไปถึงสถานที่สัมภาษณ์ก่อนอย่างน้อย 30 นาที เพื่อปรับสภาพร่างกายและจิตใจเข้ากับสถานที่ หากรีบเร่ง กะชั้นชิด จะเกิดความเครียด รู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ตอนสัมภาษณ์จะดูบุคลิกภาพไม่ดี คำตอบตกหล่นทั้งๆ ที่เตรียมตัวมาอย่างดี ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดควรพักค้างแรมใกล้สถานที่รับสมัครงานก่อนวันสัมภาษณ์
  • พักผ่อนอย่างเพียงพอ ระมัดระวังไม่ให้เจ็บป่วย โดยเฉพาะบางคนที่เดินทางไกล ผิดอากาศ แพ้อากาศ ทำให้เป็นไข้หวัด การจาม ไอ หรือใส่หน้ากากอนามัยต่อหน้ากรรมการสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
  • การรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม มื้อเย็นก่อนวันสัมภาษณ์ ควรรับประทานอาหารเบาๆ รสไม่จัด เครื่องเทศน์น้อย เพื่อไม่ให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง หรือท้องเสีย งดพืชผักกลิ่นแรง งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเกิดการหมักในกระเพาะลำไส้เกิดก๊าซตลอดคืน พอวันรุ่งขึ้นเข้ารับการสัมภาษณ์กลิ่นไม่พึงประสงค์โชยออกมากับลมหายใจขณะที่พูดปะทะจมูกกรรมการแทบจะเป็นลม คนที่สูบบุหรี่ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ก็เหมือนกัน ต้องหาวิธีดับกลิ่นด้วยลูกอมชนิดแรง บางคนคิดว่าอาหารเบาๆ คือ นมและอาหารมีส่วนประกอบของนม ถ้าคุณไม่ได้ดื่มนมเป็นประจำ แต่ดื่มนมมื้อเย็นก่อนวันสัมภาษณ์ วันรุ่งขึ้นอาจจะทำให้มีอาการท้องอืดหรือท้องเสีย เพราะผู้ใหญ่บางคนมีน้ำย่อยนมน้อย คราวนี้จะหมดโอกาสเข้ารับการสัมภาษณ์ ทั้งๆ ที่ได้เตรียมตัวมานาน
  • การแต่งกาย เลือกชุดที่คุ้ยเคย สวมใส่แล้วรู้สึกสบาย (ไม่ใช่เสื้อยืด กางเกงยืด) ชุดที่เคยใส่ทำงานเป็นประจำ ถ้าเป็นหน่วยราชการ-รัฐวิสาหกิจส่วนมากกำหนดว่าสุภาพสตรีควรสวมชุดกระโปรง (ไม่ควรสวมชุดกางเกง) ส่วนสุภาพบุรุษควรแต่งกายด้วยชุดสุภาพ เสื้อมีคอปกแคบ มีแขน สวมเสื้อสูทบางทับอีกชั้นจะช่วยสร้างความมั่นใจ รองเท้าหุ้มส้นไม่สูง บางคนคิดว่าต้องตัดชุดใหม่ รองเท้าส้นสูงใหม่ แต่งตัวไปสัมภาษณ์ งานเข้าแน่ ชุดใหม่ใส่แล้วอึดอัด บางคนรู้สึกคันตัว ไม่ชินกับกลิ่นชุดใหม่ รองเท้ากัด ไม่เคยใส่รองเท้าส้นสูงพอมาใส่เข้าไปจะเดินสะดวกเป็นธรรมชาติได้อย่างไร ดังนั้น การแต่งกาย บ่งบอกว่าเรามีวัฒนธรรมที่ดี กิริยาท่าทางสง่างาม บางคนบอกว่าการแต่งกายเป็นสิ่งภายนอก ความรู้ ความสามารถ การกระทำและผลงานสำคัญมากกว่า เห็นด้วยไม่เถียง แต่คนที่แต่งกายที่ถูกกาลเทศะย่อมมีโอกาสผ่านการสัมภาษณ์มากกว่า ยกเว้นในบางงานอาชีพต้องแต่งตัวแบบลุยๆ ก็ว่ากันไป
  • ฝึกพูดแนะนำตนเองให้คล่องแคล่ว กรรมการส่วนมากชอบให้พูดแนะนำตนเองก่อนที่จะสัมภาษณ์ ตัวอย่าง

“ผมชื่อ (นาย/นางสาว/นาง)…………………………. เกิดที่จังหวัด……………….. อายุ………ปี สมรสแล้วยังไม่มีลูก สำเร็จการศึกษาระดับ………สาขาวิชาเอก…………………… วิชาโท……….จาก…………………เมื่อเดือน……..ปี………… ปัจจุบัน ว่างงาน / เป็นลูกจ้างโครงการบริษัท…….ครับ”

  • ฝึกตอบคำถามให้ญาติมิตรฟัง รับคำติชม และแก้ไขปรับปรุง

ตำแหน่งนี้ทำงานเกี่ยวกับอะไร
ทำไมบริษัทของเราต้องเลือกคุณเข้าทำงาน
คุณคิดว่าคนทำงานตำแหน่งนี้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

ทำไมคุณอยากทำงานกับบริษัทของเรา
คุณมีจุดเด่น หรือความสามารถเฉพาะอะไรบ้างที่จะทำงานในตำแหน่งนี้
หากคุณได้รับการคัดเลือกทำงานกับเรา คุณคิดว่าจะต้องปรับปรุงอะไร หรือคุณมีแผนพัฒนาอะไร
อะไรบ้างคือสิ่งที่คุณไม่ชอบในการทำงาน
คุณชอบทำงานคนเดียวหรือทำงานร่วมกับคนอื่น
คุณมีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้างในการทำงาน
คุณเดินทางมาที่นี่ใช้เวลานานไหม สะดวกไหม ถ้าได้ทำงานที่นี่จะพักอยู่ไหน
คุณมีคำถามอะไรจะถามกรรมการไหม
คุณมีครอบครัวหรือยัง ต้องเลี้ยงดูลูก พ่อแม่หรือไม่
ทำไมคุณเปลี่ยนงาน
ถ้าคุณว่างงาน ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี มีคนว่างงานมาก คุณมีความเสี่ยงตกงานต่อไปไหม
คุณมีญาติทำงานอยู่ในบริษัทของเราไหม
คุณรู้ว่าบริษัทของเรารับสมัครพนักงานจากไหน
คุณรู้จักใครบ้างที่ทำงานอยู่ในบริษัทของเรา
คุณมีโรคประจำตัวไหม อะไรบ้าง หรือมีภูมิแพ้อะไรหรือเปล่า
นอกจากคุณมีความรู้ด้านการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์แล้ว มีความสามารถพิเศษอย่างอื่นไหม
บริษัทของเราขาดเลขานุการผู้จัดการ คุณสามารถทำหน้าที่นี้อีกตำแหน่งได้ไหมได้ค่าจ้างเท่าเดิม มีค่าล่วงเวลา แต่เฉพาะเตรียมเอกสารการประชุม จดบันทึก/รายงานการประชุม ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ สัปดาห์สุดท้ายของเดือน
ในปีที่ผ่านบริษัทของเรามียอดสั่งซื้อสินค้าลดลง ถ้ารับคุณเข้ามาทำงาน คุณคิดว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้มียอดสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นในปีนี้และในปีต่อๆ ไป
คุณคิดว่าทำไมบริษัทของเราต้องเลือกคุณเข้าทำงานในตำแหน่งนี้

ฯลฯ

มีเวลาสัมภาษณ์ไม่มากนัก ไม่คาดคะเนได้ว่ากรรมการจะถามอะไรบ้าง ถามมากน้อยกี่คำถาม การฝึกตอบคำถามมากๆ ล่วงหน้า มีส่วนช่วยสร้างความมั่นใจ ตอบตรงคำถาม ที่สำคัญมากก็คือ ถูกใจกรรมการสัมภาษณ์มากยิ่งขึ้น โอกาสผ่านสัมภาษณ์มากขึ้นด้วย

การปฏิบัติขณะสัมภาษณ์

  • กิริยาท่าทาง การควบคุมอารมณ์ และการนั่ง สูดหายใจยาวๆ ลึกๆ ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ ไม่วิตกกังวล ทำตัวให้สบายรู้สึกผ่อนคลาย คิดเสียว่าการสัมภาษณ์เป็นการพูดคุยกันที่สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ ยืนรอหน้าโต๊ะกรรมการจนกว่ากรรมการจะบอกให้นั่ง เข้าไปนั่งเก้าอี้โดยที่ห้ามลากเก้าอี้ ตอบคำถามโดยใช้ถ้อยคำสุภาพ กระชับ เข้าใจง่าย แสดงภาษากายหรือกิริยาท่าทางที่เหมาะสม ไม่ควรยกมือแกว่ง ขยับตัวไปมามากเกินไปขณะที่ตอบคำถาม นั่งตัวตรง หลังไม่พิงเก้าอี้ ไม่นั่งชิดโต๊ะกรรมการ เพราะเวลาเราประหม่า ตื่นเต้น ตัวเราจะสั่น ทำให้โต๊ะกรรมการสั่นด้วย ส่วนการนั่งพิงเก้าอี้ กรรมการบางท่านมองว่าเป็นนั่งท่าเจ้านายใหญ่ ไม่สุภาพ หากจำเป็นต้องพิงก็พิงเฉพาะส่วนกลางหลังลงไป จะดูนั่งแบบสง่างาม มีวิธีแก้ถ้าเราประหม่า ตื่นเต้น ดังนี้ ประสานนิ้วมือ วางบนตัก กดหัวแม่มือนิ้วใดนิ้วหนึ่งบนกลางฝ่ามือ ยิ่งประหม่า ตื่นเต้นมาก ต้องยิ่งกดแรงขึ้น วิธีนี้ยังช่วยไม่ให้เรายกแขวนแกว่งมือมากเกินไปในขณะที่เรากำลังพูด ส่วนมากกรรมการมีมากกว่าหนึ่งท่าน ถ้ากรรมการท่านใดถาม เราต้องหันหน้าและสบตากรรมการท่านนั้น ไม่ควรพูดด้วยท่าทางก้มหน้าและไม่มองหน้ากรรมการท่านที่ถาม อีกอย่างคือ ต้องปิดเสียงเครื่องมือสื่อสารของเราทุกชนิดในตลอดระยะเวลาที่อยู่ในห้องสัมภาษณ์ ถ้ามีญาติมาด้วย ควรฝากไว้กับญาติข้างนอกห้องสัภาษณ์ รับสายแทนเราในกรณีฉุกเฉิน
  • ฟังก่อนพูด เราไม่อาจคาดคะเนว่ากรรมการจะถามอะไร หรือถามเรื่องที่เตรียมมาหรือไม่ ต้องฟังคำถามของคณะกรรมการให้เข้าใจแน่ชัดก่อนตอบคำถาม หากไม่เข้าใจต้องขอนุญาตให้กรรมการทวนคำถาม ตอบได้ต้องตอบทันที ตอบไม่ได้ทันทีต้องขออนุญาตกรรมการขอคิดก่อนสักครู่ (3-5 วินาที) ถ้าตอบไม่ได้ต้องบอกว่า “ไม่ทราบ” “ไม่เคยทำ แต่สามารถเรียนรู้งาน. . .” ไม่ควรตอบแบบคิดเอง (ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด) สุ่มๆ วกวน น้ำท่วงทุ่ง ไม่ตอบประเด็นอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำถามเพราะกรรมการอาจจะถามซ้ำอีกยิ่งทำให้คุณหลงทางตอบไม่ได้ ขอยกตัวอย่างคำถาม-คำตอบยอดนิยม

คำถาม                   ทำไมคุณอยากทำงานที่นี่ ?
แนวทาง                 ดูข้อมูลจากสินค้า บริการ หรืองานของนายจ้าง

คำตอบ                  ดิฉันต้องการโอกาสทำงานกับบริษัทที่แตกต่างจากบริษัทที่เคยทำ เพราะมีสภาพแวดล้อมและนโยบายการทำงานที่ดี และเป็นบริษัทแนวหน้า. . .

คำถาม                   คุณสนใจอะไรจึงสมัครตำแหน่งนี้ ?
แนวทาง                 ดูข้อมูลลักษณะงานที่ประกาศรับสมัคร และคุณสมบัติของคุณ

คำตอบ                  เป็นตำแหน่งที่ดิฉันเคยทำงานเกือบ 2 ปี แต่ที่นั้นมีสินค้าน้อย ผลิตแต่รุ่นเก่า ส่วนที่นี่ดิฉันทราบว่ามี สินค้ามาก มีนโยบายผลิตสินค้ารุ่นใหม่ที่สนองความต้องการของผู้ซื้อได้มากกว่า ดิฉันจึงอยากมีส่วนร่วมและมั่นใจว่าดิฉันทำงานนี้ได้. . .

คำถาม                   คุณมีความรู้ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์อะไรบ้าง ?  เช่น ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ติดต่อต่างประเทศ
แนวทาง                 ดูข้อมูลในจดหมายสมัครงานที่เขียนไว้ส่วนที่ระบุความรู้ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์ที่ตรงกับตำแหน่ง
คำตอบ                  ดิฉันอ่าน เขียน พูดภาษาอังกฤษได้ดี เคยทำงานเป็นล่ามและพิธีกรการประชุมนานาชาติ สื่อสารภาษาฝรั่งเศสพอได้บ้างเพราะเคยอยู่แคนาดาในรัฐที่พูดฝรั่งเศส 3 ปี และช่วงนี้ลงคอร์สเรียนภาษาจีนในเวลาหลังเลิกงาน. . .

  • โฆษณาขายตัวเราเองเหมือนกับสินค้า คุณสมบัติที่ดี พิเศษ จุดแข็งจุดเน้นที่เข้ากับงาน หลายคนรู้สึกอึดอัดที่จะกระทำแบบนี้ แต่ไม่ใช่การขาย เป็นการพูดหรือระบุรายละเอียดตัวคุณในทางบวก เช่น วุฒิการศึกษา สาขาที่จบ (ไม่ควรเน้นสถาบันการศึกษา อาจเกิดความคิดแบ่งแยกแบ่งสี) จบมาแล้วกี่ปี จบแล้วทำงานเลยหรือไม่ ทักษะพิเศษเฉพาะ ประสบการณ์ทำงานที่ประสบความสำเร็จ ความขยันอดทน ไม่มีประวัติการถูกไล่ออกจากงาน ไม่ยุ่งสิ่งเสพย์ติด ผลงานประกาศยกย่องเกียรติคุณ (ถ้ามี) เป็นต้น
  • งดใช้ภาษาตลาด ภาษาวัยรุ่น และคำแสลง ต้องมีคำต่อท้ายประโยคอย่างเหมาสม เช่น ประโยคบอกเล่า “ทำได้ค่ะ” “ทำได้ครับ” “ขอบคุณมากค่ะ” “ขอบคุณมากครับ” ประโยคคำถาม เช่น “ถ้ารับดิฉันเข้าทำงาน จะส่งไปอยู่สาขาไหนคะ” สังเกต ค่ะ – เสียงต่ำ ส่วน คะ – เสียงสูง
  • ไม่พูดเชิงลบเกี่ยวกับหน่วยงานหรือหัวหน้า ผู้ร่วมงานเก่าที่อาจจะเป็นสาเหตุทำให้คุณต้องลาออกจากงาน
  • ไม่พูดวิจารณ์การเมือง หรือเรื่องที่คุณไม่รู้จริง
  • ไม่กดดันตัวเองด้วยญาติพี่น้อง เคยเห็นผู้เข้ารับการสัมภาษณ์บางคนเดินทางมาพร้อมกับญาติพี่น้องหลายคน หากมองในด้านบวกเป็นการมาให้กำลังใจ หากมองในด้านลบเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้เรารู้สึกกดดันเพราะบรรดาญาติพี่น้องที่มาล้วนแต่มีความคาดหวังว่าจะให้เราได้รับการพิจารณาเข้าทำงาน หรือสอบผ่าน ประเด็นนี้สุดแล้วแต่คุณจะพิจารณาหากมากับญาติหลายคน หรือมากับเพื่อน หรือมาคนเดียวก็ทำไปเอาอันที่คุณรู้สึกสบายใจและไม่เป็นการกดดันจนเกินไป
  • เตรียมสำรองอาหารเช้าและอาหารกลางวัน ด้วยเงื่อนไขการเดินทาง เวลารีบเร่ง สำนักงานไม่มีห้องอาหารแต่มีห้องพักผ่อนสำหรับผู้ติดต่อ มีคนเข้ารับการสัมภาษณ์จำนวนมาก อาจต้องรอคอยคาบเกี่ยวช่วงเที่ยงมื้ออาหารกลางวัน การออกไปรับประทานอาหารข้างนอกอาจไม่สะดวก และภาคบ่ายคุณกลับมาสัมภาษณ์ไม่ทัน เสียโอกาสทันทีอุตส่าห์มารอตั้งแต่เช้า หากมมีร้านสะดวกซื้อ หรือสตรีทฟู้ดอยู่ข้างๆ ก็หมดประเด็นนี้ไป บางคนตื่นเต้นมากเกินไป ไม่รับประทานอาหาร จะเกิดผลเสียอย่างมาก ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย หน้าตาไม่สดชื่น กระเพาะว่าง ทำให้รู้สึกแสบท้อง หรือรับประทานมากเกินไป ทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง การสัมภาษณ์จะไม่ราบรื่น
  • ก่อนสิ้นสุดการสัมภษณ์ กล่าวยืนยันว่าคุณสนใจจริงๆ ที่จะทำงานในตำแหน่งนี้ ขอโอกาสทำงานด้วย และขอบคุณกรรมการ “ขอบคุณค่ะ” “ขอบคุณครับ”

สุดท้ายนี้ หวังว่าจะช่วยน้องๆ ลูกหลานเข้าสัมภาษณ์งานให้ผ่านได้ไม่ยาก เพิ่มโอกาสในการเข้าทำงาน เพราะงาน คือ เงิน เงินหล่อเลี้ยงชีวิตและประเทศชาติ ไม่กลัวการสัมภาษณ์ เชื่อมั่น และมั่นใจว่าคุณทำได้ สวัสดีขอลา. . .

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *