พืชมีพิษรายแรง ตอนที่ 5

 

 

ลูกดอก ลูกธนูอาบยาพิษ จัดเป็นอาวุธไม้ตายในยุคโบราณ ชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ อัฟริกา และเอเชีย นำยางไม้จากพืชมีพิษร้ายแรงทาหัวลูกดอกเพื่อยิงสัตว์ทำให้สลบจนถึงตาย ในยางไม้ชนิดหนึ่งมีสารพิษชื่อว่า แอนเทียริน (Antiarin)  มีอยู่ในต้นยางน่อง (Upas tree)  คำว่า Upas เป็นภาษาชวา ประเทศอินโดนีเซีย หมายถึง พิษ  ต้นยางน่องมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Antiaris toxicaria  เป็นพืชวงศ์ขนุน (Moraceae) มีชื่ออื่นๆ เช่น น่อง น่องยางขาว  ยางน่อง นอ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) เมี่ยนเดีย (เมี่ยน) ด่องชั่ว (ม้ง) เป็นต้น  ชนพื้นเมืองเก็บยางน่องด้วยวิธีบากเปลือกและเจาะลำต้นแล้วตอกซีกไม้ไผ่ตอกเข้าไปรองรับน้ำยาง หรือเก็บในปริมาณเล็กน้อยจะใช้ใบ ต่อจากนั้นนำมาอังไฟอ่อนๆ เพื่อทำให้แห้งได้ยางสีดำ สารแอนเทียรินเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีอยู่ในพืชออกออกฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac glycoside) มีฤทธิ์คล้ายสตริกนิน มีค่า LD50 (Median lethal dose เป็นศัพท์ทางพิษวิทยาใช้เรียกการออกแบบการทดลองเพื่อหาขนาดของยาหรือสารที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวน 50% ของจำนวนเริ่มต้น) ประมาณ 0.1 มิลลิกัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  พรานป่านำมาผสมกับเมล็ดของต้นพญามือเหล็กเถา (Strychnos ignatii) ออกฤทธิ์รุนแรงมากขึ้น นำมาชุบหัวลูกดอกและลูกธนู ใช้สำหรับล่าสัตว์และเป็นอาวุธร้ายแรง ในประเทศจีนรู้จักกันดีในฉายา “ต้นลูกธนูอาบยาพิษ” มีพิษร้ายแรงถึงกับมีการเปรียบเปรยคนที่ถูกพิษว่า “ขึ้น 7 ลง 8 ทางเรียบ 9” หมายความว่าเดินขึ้นเขาได้ไม่เกิน 7 ก้าว เดินลงเขาได้ไม่เกิน 8 ก้าว และเดินบนทางเรียบได้ไม่เกิน 9 ก้าวแล้วต้องตาย  มีเรื่องเล่าถึงพิษร้ายแรงของต้นยางน่องว่า ไม่เคยมีใครเข้าไปถึงต้นของมันได้นอกเสียจากว่าต้นล่มตายแล้ว ในปี ค.ศ. 1783 (พ.ศ. 2326) ที่ประเทศอังกฤษเคยมีสัตว์ตายจากพิษยางน่องเป็นวงกว้างรัศมีราว 15 ไมล์ ผู้ประสงค์ร้ายมักใช้เป็นเหยื่อล่อหรือปลอมปนในอาหารเพื่อกำจัดเหยื่อ  เหล่าพลพรรคนินจานักรบที่เก่งกล้าในแดนซามุไร ก็ใช้สารพิษชุบหัวลูกดอกแล้วเป่าผ่านท่อเล็งไปยังคอของเหยื่อที่มีเส้นเลือดใหญ่ ทำให้สารพิษถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วแล้วอ่างรวดเร็ว  คนหรือสัตว์ที่ถูกพิษยางน่องจะมีอาการเกร็งบริเวณศีรษะและคอชัก อุจจาระราด เป็นอัมพาต หายใจติดขัด หยุดหายใจแล้วตายในที่สุด

รูปที่ 8  ต้นยางน่องในประเทศศรีลังกา  (cr: http://commons.wikimedia.org)

ยังมีพืชพิษอื่นๆ ที่นำมาใช้เป็นอาวุธ เช่น รากหางไหล (Derris elliptica) วงศ์ นำมาใช้ชุบหัวลูกดอกในบางท้องถิ่น

สารพิษคูราเร (Curare) ได้จากพืชหลายชนิดในทวีปอเมริการใต้ (wourali tree)  เช่น Strychnos toxifera, S. castelnaei, S. crevauxii, S. guianensis, Sciadotenia toxifera และ Chondodendron tomentosum ใช้ล่าสัตว์ในหมู่พรานอินเดียแดง ทวีปอเมริกาใต้ ออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อลายหมดแรง ระบบหายใจล้มเหลว หมดสติ และตาย  สารพิษพาไรรา (Pareira) จากรากของต้น Marsh Labrador tea (Chondodendron tomentosum) วงศ์ Ericaceae  ลูกดอกชุบสารพิษในชนพื้นเมืองอัฟริกาตะวันตกแถบประเทศโตโกและแคมารูน ได้จากพืชที่มีสารออกฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจหลายชนิดในวงศ์ตีนเป็ด เช่น  อะโกแกนเทอรา (Acokanthera spp.) โอลีนเดอร์ (Oleander; Nerium oleander) ฯ  ชนพื้นเมืองในประเทศอินเดีย (แคว้นอัสสัม) เมียนมาร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯ ร้กนำพืชในสกุลยางน่อง (Antiaris spp.) แสลงใจ (Strychnos spp.) และสโตรแฟนทัส (Strophanthus spp.)  สารพิษแอนเทียริน (Antiarin) มีอยู่ในต้นยางน่อง (Antiaris toxicaria) สารพิษมีมากในน้ำยางและเมล็ด ถ้าสารพิษนี้ผสมกับสารพิษจากพืชชนิดอื่น เช่น สตริกนินจากเมล็ดแสลงใจ หรือสโตรแฟนทิน จะออกฤทธิ์เร็วขึ้น โดยที่ไปทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีอาการชัก เป็นอัมพาต และหัวใจหยุดเต้น

ชาวแคริบเบียน ชุบลูกธนูด้วยสารพิษจากพืชวงศ์ยางพารา เช่น Hippomane mancinella, Hura crepitans และหัวมันสำปะหลัง (Manihot esculenta) สดๆ  ชนพื้นเมืองอเมริกาใช้พิษจากพืชวงศ์ป๊อปปี้ (Papaveraceae) เช่น ต้นป๊อปปี้สีทอง (golden poppy; Eschscholzia californica) ต้นรากเลือด (Bloodroot; Sanguinaria canadensis)  วงศ์ตีนฮุ้งดอย เช่น พืชสกุลเวอราตรุม (Veratrum spp.) หรือ corn lilie และวงศ์มะเขือ สกุลดาตูรา (Datura spp.) ในพืชสดหลายชนิดมีสารพิษจำพวกก่อให้เกิดแก๊สพิษไซยาไนท์ (Cyanide; Hydrocyanic acid; HCN) ภายหลังเนื้อเยื่อพืชแตกสลาย คือสารไซยาโนจีนิกส์ ไกลโคไซด์ (Cyanogenic glycosides) เช่น ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง ไมยราบ ผักเสี้ยน ผักหนาม เป็นต้น ไกลโคไซด์นี้ถ้าถูกย่อยสลายจะปลดปล่อยไซยาไนด์ซึ่งสามารถจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำให้ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ไม่ได้ เกิดภาวะขาดออกซิเจน แล้วเสียชีวิตได้ เคยมีข่าวในภาคอีสานว่าวัวควายกินไมยราบแล้วตายหลายตัว มีลักษณะเหงือกสีคล้ำ และสัตวแพทย์ผ่าชากพิสูจน์แล้วพบใบไมยราบสดในกระเพาะในปริมาณมาก จากการทดสอบด้วยวิธี picrate test พบว่าเป็นพืชจำพวกที่มีสารก่อให้เกิดแก๊สพิษไซยาไนด์  ชาวบ้านก็มีวิธีกำจัดสารก่อพิษในพืชด้วยการหมักดอง เช่น ผักเสี้ยนดอง ผักหนามดอง การหมักดองจะมีจุลินทรีย์ย่อยสลาย พืชเกิดกรดแลกติก และทำให้สารพิษในพืชลดน้อยลงไปจนเกือบไม่เหลืออยู่เลย จึงรับประทานได่อย่างปลอดภัย หากไม่ใช้วิธีหมักดอกก็ใช้ความร้อนจากการปรุงอาหาร เช่น ชะอมทอดไข่ ชะอมแกงส้ม เพราะว่าใบชะอมสดมีสารก่อให้เกิดไซยาไนด์แต่มีในระดับต่ำ หากรับประทานสดๆ ในปริมาณมาจะเกิดพิษ แต่ถ้ารับประทานยอดสดๆ ในปริมาณไม่มากนักเป็นประจำติดต่อกันเป็นเวลานาน มีโอกาสเป็นพิษต่อร่างกาย โดยเฉพาะตับและไต การตากแห้ง ช่วยลดสารพิษได้เช่นกัน

ผู้อ่านสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนโบราณกินเนื้อสัตว์ที่ถูกล่าด้วยลูกดอกหรือลูกธนูอาบสารพิษจากพืชได้อย่างปลอดภัย จากการสืบค้นข้อมูลพบว่ามี 3 ปัจจัย คือ  ตัดเนื้อบริเวณที่ถูกยิงซึ่งมีความเข้มข้นของสารพิษมากทิ้งไป ความร้อนจากแสดงแดดที่ทำเนื้อแห้ง หรือเนื้อย่าง สามารถทำลายสารพิชในพืชบางชนิดได้ และพิจารณาจากค่า LD50 เช่น ยางน่องมีค่า LD50 เท่ากับ 0.1 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม  สมมติว่าซากหมู่ป่าถูกล่าด้วยลูกดอกหรือลูกธนูอาบสารพิษจากพืชตัวหนึ่ง น้ำหนักประมาณ 35 กิโลกรม แสดงว่าในตัวหมูป่ามีสารพิษอย่างน้อย 35 คูณ 0.1 เท่ากับ 3.5 มิลลิกรัม เพิ่มให้เป็นสองเท่า คือ 2 คูณ 3.5 เท่ากับมีสารพิษ 7 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักหมูป่า 35 กิโลกรัม หรือมีสารพิษ 0.2 มิลลิกรัมในเนื้อหมูป่า 1 กิโลกรัม ถ้าคน ๆ หนึ่งหนัก 70 กิโลกรัม กินเนื้อหมูเข้าไป 1 กิโลกรัม (เผื่อไว้สูง ๆ) แสดงว่ารับสารพิษเข้าไปเพียง 0.2 มิลลิกรัม  ดังนั้นค่า LD50 ในตัวคนจึงเท่ากับปริมาณสารพิษ 0.2 มิลลิกรัม หารด้วยน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม เท่ากับ 0.00286 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งค่าน้อยกว่า LD50 ของยางน่อง คือ  0.1 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม        

เผ่าอะบอริจัน ชนเผ่าพื้นเมืองในทวีปออสเตรเลีย ไม่พบหลักฐานว่าใช้ลูกดอก-ลูกธนูชุบสารพิษจากพืชสำหรับล่าสัตว์หรือเป็นอาวุธต่อสู้ แต่พบข้อมูลว่าใช้หอก ไม้ หรือกระดูกสัตว์เสี่ยมปลายแหลมแล้วชุบสารพิษจากพืชบางชนิด สำหรับล่าปลา เพื่อให้ปลาที่ถูกแทงเคลื่อนไหวน้อยลงจะได้จับง่าย

ส่วนในประวัติศาสตร์เกาหลีเราพบการดื่มยาพิษในหลายฉากของละครอิงประวัติศาสตร์ ยาพิษนั้นไม่ใช่สารพิษจากพืช แต่เป็นสารหนู (arsenic สูตรทางเคมี As) หรือภาษาเกาหลีเรียกว่า “เซอั๊ค (sayak)” เป็นยาพิษที่ใช้ในการประหารชีวิตและปองร้ายฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งนักรบใช้ปลิดชีพตัวเองหลังจากถูกข้าศึกจับตัวได้ สารหนูเป็นธาตุกึ่งโลหะ ตามธรรมชาติพบในส่วนประกอบของหิน ถ่านหิน และดิน ปกติสารหนูไม่เป็นพิษแต่จะกลายเป็นสารมีพิษร้ายแรงเมื่อผสมกับสารอื่น


ที่นำเสนอมาทั้งหมดได้ข้อมูลมาเรียบเรียงจาก  http://en.wikipedia.org, http://staff.washington.edu, http://medplant.mahidol.ac.th และอื่นๆ ที่อ้างถึงใต้รูปประกอบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *