พืชมีพิษร้ายแรง ตอนที่ 2

 

 

ชนเผ่าพื้นเมืองในอัฟริกา ชุบปลายลูกธนูและหอกด้วยสารพิษจากพืชมีพิษร้ายแรง โดยมีเป้าหมายเพื่อล่าสัตว์ขนาดใหญ่ซึ่งปกดิจะล่มสัตว์ขนาดใหญ่ไม่ได้ สารพิษที่ใช้ได้มาจากพิษงู พืช ตัวอ่อนแมลง แมงมุม และคางคก พรานป่าอัฟริการู้จักเลือกใช้พืชมีพิษ เช่น ดอกหางกระรอก (Tail flower หรือ Poison rope) เป็นพืชในสกุลสโดรแฟนดัส (Strophantus)  ที่ใช้มากที่สุดคือ คอมเบ (S. kombe) มีสารพิษแซมเบซี (Zambezi) นิยมใช้มากในอัฟริกากลาง ตะวันออก และใต้ รองลงมาคือ แอมโพเอ็นซิส (S. amboensis และฮิสปิดัส (S. hispidus) มีสารพิษไอนี (Inee) หรือโอนาเพ (Onaye) ที่เรียกกันในภาษาอัฟริกัน ใช้มากในแถบอัฟริกาตะวันตก (เซเนกัล แกมเบีย กินี กาบอง ฯ)  สปีโอซัส (S. speciosus) ใช้มากในอัฟริกาใต้ กราดัส (S. gratus) ใช้มากในอัฟริกาแถบเส้นศูนย์สูตร

รูปที่ 3 รูปวาดวิถีชีวิตของอินเดียนแดงในอเมริกาเหนือ
(cr: https://s-media-cache-ak0.pinimg.com)

การนำพิษมาใช้โดยการบดเมล็ดจนละเอียดแล้วผสมกับน้ำลายพรานป่าหรือผสมกับยางไม้เพื่อให้เหนียว ทาหัวลูกธนูแล้วตากแดดจัดไว้หลายชั่วโมงก่อนนำไปใช้งาน สัตว์ที่ถูกยิงด้วยลูกธนูชุบพืชพิษจะตายภายใน 20 นาที  พรานป่าในยุโรปใช้ต้นมังค์ชูส (Monkshood) เป็นพืชในสกุล Aconitum วงศ์แก้วกุดั่นนำส่วนรากหัวมาต้มในน้ำ เคี่ยวจนน้ำแห้ง จะได้ยางเหนียวสำหรับทาหัวลูกธนูล่าสัตว์ป่า มีฤทธิ์ฆ่าได้ทั้งสัตว์และคนอย่างรวดเร็ว

รูปที่ 4  รูปวาดบนหินแสดงชนเผ่าพื้นเมืองในอัฟริกาใช้ธนูล่าสัตว์
(cr: http://www.designbrasil.org.br)

พืชสกุลอะก็อก (Acok spp.) เช่น อ๊อฟลองอิฟลอรา (A. oblongiflora) อ๊อพโพซิดิโฟเลีก (A. oppositifolia) และซิ มเพอริ (A. schimperi) ที่รู้จักกันดีในชื่อ “พิษของพรานป่า (Bushman’ poison)” “ความหวานแห่งฤดูหนาว (Winter-sweet)” เก็ปลำต้น ใบ และราก นำมาตัดเป็นแผ่นบางๆ ใส่ภาชนะเติมน้ำแล้วต้มเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ทิ้งไว้จนน้ำระเหยออกหมด แยกกากทิ้ง จะได้ยางสีดำเหนียว ตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ภาชนะหรือห่อซ่อนไว้ นำก้อนนี้มาผสมกับน้ำหรือยางไม้ ทาหัวลูกธนู มีประสิทธิภาพในการฆ่าสัตว์ป่าน้ำหนักราว 50 กิโลกรัมได้ภายใน 20 นาที นับว่าเป็นพืชมีพิษร้ายแรง  

พืชวงศ์ยางพารา Euphorbiaceae สกุลยูโฟเบีย (Euphorbia spp.) มียางเหนียวสีขาวคล้ายน้ำนม (latex) หลายชนิดมีสารพิษในน้ำยาง เช่น สลัดได (E. antiquorum) ไวโรซา (E. virosa)  ซับซาลา (E. subsala) เป็นต้น ถากลำต้นแล้วเก็บน้ำยางนำไปทาหัวลูกธนูหรือนำน้ำยางมาอุ่นด้วยไฟอ่อนๆ ให้เหนียวข้นแล้วเก็บไว้ใช้  สุดยอดพืชพิษในวงศ์นี้ คือ ละหุ่ง (Castor bean; Ricinus communis) ในเมล็ดมีสารพิษชื่อว่า “ไรซิน (ricin)” มีพิษร้ายแรงเช่นกัน หากร่างกายได้รับเพียง 0.2 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือเด็กประมาณ 1-2 เมล็ด ผู้ใหญ่ประมาณ 8 เมล็ด พิษร้ายแรงกว่าพิษงูเห่างถึง 2 เท่า จัดเป็นสารพิษจากพืชที่มีความรุนแรงมากที่สุดในโลก หลังจากได้รับพิษไรซินจะปวดท้องรุนแรง ท้องเสีย อาเจียน และตายภายใน 36-48 ชั่วโมง โดยไม่มียาต้านพิษใดๆ ที่จะนำมาใช้รักษาได้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) สหรัฐอเมริกาวิจัยและพัฒนากระสุนปืนเคลือบสารไรซินและแบบผงบรรจุในกระสุนระเบิดแต่ยังไม่ได้นำมาใช้เพราะสงครามยุติลง ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482-2488)  สหรัฐอเมริกาและแคนาดาร่วมกันวิจัยและพัฒนาระเบิดมีส่วนประกอบของไรซินเพื่อมุ่งหวังการทำลายล้างเป็นวงกว้าง   มีการขยายการผลิตเชิงการค้าและทดลองภาคสนาม แต่พบว่าไม่คุ้มทุน จึงเปลี่ยนมาใช้แก๊สฟอสจีน (phosgene) หรือ คาร์บอนิลคลอไรด์ (carbonyl chloride) เป็นแก๊สพิษชนิดหนึ่งที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี  ในอังกฤษได้วิจัยและพัฒนาอาวุธที่ประกอบด้วยไรซินเช่นเดียวกัน มีชื่อว่า “Compound W” แต่ไม่ได้นำใช้ทำสงคราม นักการข่าวรายว่าในอดีต หน่วยเคจีบีของสหภาพโซเวียตครอบครองสารพิษไรซิน แต่ไม่มีการยืนยันแน่ชัด  เมื่อปี พ.ศ. 2521 มีรายงานข่าวนักหนังสือพิมพ์ชาวบัลแกเรียที่อาศัยในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เขียนข่าวต่อต้านรัฐบาลบัลกาเรีย วันหนึ่งถูกแทงด้วยปืนปลายร่มอัดแก๊สและเสียชีวิตในเวลาอีก 4 วันต่อมา จากการตรวจสอบพบว่าเขาถูกพิษของไรซิน และยังมีรายงานข่าวการจับกุมผู้ต้องสงสัยครอบครองสารกาศพิษไรซินสำหรับใช้เป็นอาวุธ  หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่าผู้ก่อการร้ายอาจทำอาวุธพิษไรซินในลักษณะฝุ่นผงแพร่ไปในอากาศ ตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ผู้ที่ผลิตหรือมีสารไรซินไว้ในครอบครองมีโทษจำคุก 30 ปี  และไรซินถูกควบคุมตามประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง กําหนดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ข้อ 2 กําหนดให้อาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ สารเคมี สารชีวะ สารรังสีหรือสารนิวเคลียร์หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่อาจนําไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ข้อ 2.2 สารเคมีที่ใช้ในการสงครามเคมี Ricin, CAS NO. 9009-86-3 ยุทธภัณฑ์ควบคุมตามบัญชี 1A (Toxic Chemicals) อนุสญญาห้ามอาวุธเคมี  มีพืชอีกชนิดหนึ่งที่คล้ายกับละหุ่ง คือ สลอด (Croton Oil Plant/Purging Croton; Croton tiglium) เคยมีข่าวเด็กนักเรียนในชนบทกินเมล็ด มีอาการท้องร่วงรุนแรงจนร่างกายขาดน้ำแล้วตาย ในชนบทบางแห่งเคยมีข่าวการลักลอบใส่ผงเมล็ดสลอดในโอ่งน้ำดื่ม ทำให้คนในหมู่บ้านท้องร่วงหลายคน

น้อยหน่า . . . อ่านต่อตอนที่ 3

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *