ความลับทางจิตวิทยา – ep3

 

หลายปีมาแล้วมีข่าวแพร่ออกไปในภาคอีสานว่าใครกินแตงโมแล้วจะเป็นโรคจู๋
หรืออวัยะเพศชายไม่แข็งตัว เกิดที่อำเภอนั้นอำเภอนี้
ช่วงนั้นผู้เขียนกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เช้าวันหนึ่งเห็นเพื่อนคนหนึ่งใบหน้าซีดเซียว เดินเข้ามาหาใก้ลๆ แล้วกระซิบว่า
“เมื่อวานตอนกลางวันเรากินแตงโมเข้าไปมาก
ตกเย็นป้ามาเห็นเปลือกแตงโมแล้วบอกเราว่า “….ใครกินแตงโม จะจู๋แน่ๆ
ไม่ได้ยินข่าวหรือไง…” “…เราเลยนอนไม่หลับ เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ช่วยเราด้วย…” พอข่าวนี้แพร่ออกไปในวงกาแฟร้านหน้าตลาด ต่างวิพากวิจารณ์และลงความเห็นว่าเชื่อว่าเป็นจริง
ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการพิสูจน์ยืนยัน จะไม่กินแตงโมโดยเด็ดขาด
แต่ต่อมาพอข่าวซาลงก็เห็นกลับไปกินแตงโมเหมือนเช่นเคย  มีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งเป็นลูกชายโทน
มีอาการเป็นลม หน้ามืด พูดเพ้อ ซึ่งสัปดาห์ก่อนนั้นได้มีข่าวแพร่ถึงเรื่องผีแม่ม่ายในหมู่บ้านรอบนอกตลาด
คนเฒ่าคนแก่ลงความเห็นว่าโดนผีแม่ม่ายเล่นงานเข้าแล้ว
ผีแม่ม่ายจะชอบเข้าบ้านที่มีลูกชาย ชอบหนุ่มๆ ที่ยังไม่ผ่านการแต่งงาน
ข่าวลื่อแพร่สะพัดไปทั้งอำเภอ สัปดาห์ต่อมามีลูกชายอีก 2 บ้าน มีอาการแบบเดียวกัน
พาไปตรวจร่างกายที่อนามัยแล้วปกติดีทุกอย่าง
ข่าวลือนี้แพร่ไปทั่วและมีการแก้เคล็ดโดยทำหุ่นสวมผ้าถุง เสื้อคอกระเช้า ทาปากแดง
เขียนป้ายติดไว้ว่า บ้านนี้ไม่มีลูกชาย เหลือเชื่อไม่มีลูกชายบ้านไหนป่วยอีกเลย
เป็นความลับทางจิตวิทยา จนหุ่นนั้นผุผังไปตามกาลเวลา  เพื่อนชั้นประถมชอบชวนไปเก็บลูกหว้าท้ายหมู่บ้านในที่นาของลุงที่แกหวงมาก
ทางเข้ามีต้นตาลหลายต้น
ก้านใบแก่หลุดลุ่ยจากคอต้นตาลห้อยระโยงระยางรอลมพัดให้ขาดร่วงล่น
วันหนึ่งมีข่าวเล่าว่าลุงคนนั้นเห็นผีแม่ลูกอ่อนคลอดลูกตาย
สิงอยู่บนต้นตาลนั้นเพราะก่อนตายเก็บลูกตาลเฉาะขายและขณะตั้งท้องเธอชอบกินลูกหว้า
ใครไปเก็บลูกหว้าต้องระวังให้ดีจะปวดท้อง เรื่องนี้ลือไปในหมู่นักเรียนหลายคน
แต่หัวหน้าก๊วนใจเด็ดไม่หวาดหวั่น
พอเลิกเรียนรีบกลับบ้านเปลี่ยนชุดแล้วไปดูให้เต็มตาว่ามีจริงหรือ พอใกล้ถึงต้นตาล
มีลมพัดมาโชย แว่วเสียงดังหวือๆๆ ก้านตาลโยกไปมาต่างจากทุกวัน
เข้าไปใกล้อีกเสียงนั้นยังไม่หยุด
สังเกตเห็นงวงตาลสีดำห้อยโตงเตงเหมือนหัวผู้หญิงผมยาวกำลังห้อยหัว
ผนวกกับความรู้สึกสะเทือนใจในเรื่องราวผีแม่ลูกอ่อนยังอยู่ในความทรงจำ
คราวนี่แหละทุกคนหันหลังกลับวิ่งไปไม่คิดชีวิต เช้าวันรุ่งขึ้นที่โรงเรียน
หัวหน้าก๊วนสีหน้าไม่ดีบ่นปวดท้อง เล่าว่าเมื่อคืนวานกินลูกหว้าที่เหลืออยู่เข้าไป
ปวดท้องทั้งคืน ตอนนี้ยังปวดอยู่ เท่านั้นเองข่าวลือกินลูกหว้าปวดท้องแพร่ออกไป
มีเพื่อนอีกหลายคนกินลูกหว้าแล้วปวดท้องไปตามๆ กัน ทั้งๆ
ที่เคยกินเป็นประจำและเป็นลูกหว้าที่ยังสดใหม่ สุดท้ายแล้วเด็กๆ
ไม่ไปที่ต้นหว้านั้นอีกเลย เสร็จลุงเจ้าของต้นหว้าเก็บขายได้เงินหลายบาท

เมื่อครั้งมีโอกาสพานักเรียนจากโรงเรียนมัธยมขนาดเล็กประจำอำเภอ ไปแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ระดับภาคเป็นครั้งแรก ต้องเจอกับคู่แข่งจากโรงเรียนประจำจังหวัดขนาดใหญ่ บอร์ดข้างๆ กำลังซ้อมนำเสนอผลงานด้วยเสียงดังฟังชัด คล่องแคล่ว น่าฟังไม่คลาดสายตาของเด็กเราที่ต่างจ้องดูหูฟังอยู่ราวสิบกว่านาที พอเขาจบเราก็ให้เด็กเราซ้อมนำเสนอจริงบ้างก่อน เตรียมพร้อมก่อนที่คณะกรรมการจะมาตรวจให้คะแนนราวสิบนาทีกว่า อยู่ๆ มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งบอกว่าปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ จะเป็นลม แล้วทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ทั้งๆ ที่ก่อนมาแข่งได้ซ้อมที่โรงเรียนเกือบเดือนและเธอก็เป็นนักกีฬาฟุตบอลด้วย ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ จึงถามตรงๆ พอได้ความว่าก่อนเดินทางมาแข่งเพื่อนคนหนึ่งพูดว่า “…เธอสู้เขาไม่ได้หรอก จะไปแข่งให้เสียเวลาทำไมต้องยืนนำเสนอผลงานทั้งวัน เวลากินข้าวกินน้ำแถบไม่มี เดี๋ยวก็เจ็บไข้ เป็นลมเป็นแล้งหรอก ใครรับผิดชอบเธอล่ะ…”  เรื่องสะเทือนใจแบบนี้เองอยู่ในความทรงจำของเธอ พอมาเจอสถานการณ์จริงถึงได้เป็นแบบนัน เห็นท่าไม่ดีแต่พอมีเวลาจึงกระตุ้นให้กำลังใจ บอกสู้ๆ เราทำได้ ทำได้ดีกว่าเขาแน่ และก็ต้องเชื่อพลังพลาซีโบกลับมา ผลการตัดสินได้รางวัลชนะเลิศเป็นตัวแทนระดับภาคไปแข่งระดับประเทศ และในที่สุดได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในต่างประเทศด้วย

ความลับทางจิตวิทยาอีกตัวอย่างหนึ่ง…อ่านต่อตอนที่ 4

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *