ความลับทางจิตวิทยา – ep2

 

ในวงสนทนาผู้สูงอายุ “…เมื่อวานไปหาหมอมา ให้ยาดีกว่าหมอที่ไปหาเมื่อเดือนก่อน ยาแรงดี กินแล้วหายเมื่อย หมอเก่าคนนั้นเลี้ยงไข้อยู่ได้…”  แต่พอได้ดูยาก็เป็นยาพาราเซทตามอลเหมือนกัน ยี่ห้อเดียวกัน มิลลิกรัมเท่ากัน แล้วทำไมถึงออกฤทธิ์ต่างกัน คงเป็นเพราะว่าหมอคนใหม่พูดแนะนำดีก็ได้  นี่คือตัวอย่างที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า “พลาซีโบ (Placebo)” ญาติข้างบ้านคนหนึ่งดื่มน้ำมนตร์แล้วอ้างว่าหายป่วยจากอาการลมชัก ชาวพุทธและคริสต์โปแตสแตน์มีความเชื่อว่าน้ำมนตร์เป็นน้ำสิ่งศักสิทธิ์ (Holy water) ที่พระใช้เป็นสิ่งของแทนความสงบร่มเย็นให้แก่ผู้บูชา ไม่มีตัวยาออกฤทธิ์ใดๆ ประกอบกับบทสวดที่มีใจความหลักๆ ว่าให้สุขภาพดี พ้นทุกข์ พ้นโศรก พ้นโรค พ้นภัย ผู้รับฟังพระให้ศีลให้พรแล้วรู้สึกจิตใจสงบขึ้น เมื่อได้ดื่มน้ำมนตร์เข้าไปด้วยแล้วยิ่งเสริมความรู้สึกดีๆ ให้มากขึ้น เป็นเช่นนี้แล้วเรารู้สึกพอใจเสมือนว่าความเจ็บปวดหายไปจริงๆ  “…มีความเชื่อว่าทำอย่างนั้นแล้วจะดี…” ช่วงที่ผู้เขียนบวชเป็นพระจำบรรษาที่วัดประจำหมู่บ้าน สังเกตเห็นตายายกลุ่มหนึ่งมาทำบุญที่วัดเกือบทุกวัน ทั้งๆ ที่ก่อนนั้นไม่ค่อยเข้าวัดและสุขภาพไม่คอยดี “…คือว่าพวกโยมเข้าวัด เพราะกลัวตายแล้วไม่ได้ขึ้นสวรรค์…”  เป็นคำตอบสุดท้ายที่ได้ยิน หลังลาบวชแล้วได้ข่าวว่าตายายกลุ่มนั้นอยู่ต่อได้เป็นสิบๆ ปีก่อนจะลาโลก จะเห็นว่าคนเราที่ได้ปฏิบัติกิจวัตรตามความเชื่อนับถือบูชาส่วนบุคคลแล้วย่อมก่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นแห่งจิตใจ นำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่ดีได้ “เป็นยาขนานเอกชั้นดีที่ไม่มีสูตรทางเคมี” สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า “จิตใจที่ดีอยู่ในร่างกายที่ดี (A sound mind in a sound body)” ชี้ชัดว่าร่างกายและจิตใจมีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น ในชุมชนฮินดู ประเทศอินเดีย เชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคา การที่มีโอกาสอาบน้ำชำระร่างกาย และดื่มน้ำจากที่นี่ จะเพิ่มความเป็นศิริมงคลให้แก่ตนเองเพราะเห็นคนส่วนใหญ่ทำแบบนั้นแล้วสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้  “ได้ทำตามความเชื่อของคนส่วนใหญ่แล้ว ทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ” แต่เดี๋ยวนี้มีประชากรมากขึ้น ทำให้แม่น้ำสกปรกและปนเปื้อนเชื้อโรคเป็นเหตุให้ในแต่ละปีมีชาวอินเดียป่วยตายด้วยโรคท้องร่วงจำนวนมาก กระทรวงสาธารณสุขอินเดียออกมาเตือนให้ระวังโรคภัยแล้ว ไม่เห็นมีที่ท่าว่าคนจะตื่นกลัว กลับมีคนเพิ่มมากขึ้น นี่แหละคือ ความลับทางจิตวิทยา

ตรงข้ามกับพลาซีโบ เคยได้ยินคนแก่ในชนบทเตือนว่า
“…อย่าตากเสื้อผ้าตอนใกล้พลบค่ำ ผีจะเกาะเสื้อเข้าบ้าน
นำโรคร้ายมาสู่คนในบ้าน…” ประกอบกับช่วงนั้นเป็นฤดูทำนา ทำงานหนัก
กลับบ้านในเวลามืดค่ำ คำเตือนที่เล่าต่อๆ กันนั้นแว่วอยู่ในหูตลอดเวลาที่เห็นราวตากผ้า
และก็มีคนในบ้านหลังถัดไปคนหนึ่งมีอาการตาลาย เวียนศีรษะแบบโลกหมุน  สูญเสียการทรงตัวยืนไม่ได้
ตอนนั้นผู้เขียนยังเป็นเด็กเห็นแล้วถึงกับเหงื่อออกและจดจำคำพูดของคนแก่คนนั้นพร้อมกับภาพติดตาเห็นคนที่เชื่อว่าถูกผีเข้า
พอพาไปพบหมอตำบลแล้วบอกว่าไม่เป็นอะไรเลย ชีพจรและการหายใจปกติทุกอย่าง
ตอนนั้นยังไม่มีเครื่องวัดความดันโลหต ให้กลับบ้านได้ เช่นนี้เรียกว่า
“ผลกระทบนาซีโบ (Nocebo effect) 
หรือ “ฉันจะเจ็บป่วย (I shall harm) เริ่มแรกเป็นการอธิบายทางการแพทย์ นำมาใช้ครั้งแรกโดยวอลเตอร์ เคนเนดี (Walter
Kennedy) เมื่อปี พ.ศ. 2504 
ส่วนทางจิตวิทยา เรียกว่า “อุปทาน” เป็นอาการเจ็บป่วยที่ไม่จริง
หรือความเจ็บป่วยในจินตนาการ (Imaginary illnesses) ล่อหลอกตัวเองว่าเจ็บป่วย
หรือเจ็บป่วยเสมือน

หลายปีมาแล้วมีข่าวแพร่ออกไป….อ่านต่อตอนที่ 3

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *