ความลับทางจิตวิทยา – ep1








ย้อนไปเมื่อตอนเป็นเด็ก
มักถูกผู้ใหญ่พูดขู่เสมอๆ ว่า “…อย่าปีนต้นไม้ เดี๋ยวผีดึงขา…”
“…นอนสูง นกยูงจิกหัว…” “…มืดค่ำแล้วอย่าออกไปวิ่งเล่น
ทางหน้าบ้านมีผีกระสือ..” ล้วนแต่ทำให้เด็กตัวน้อยๆ “ขวัญผวา กลัวสุดขีด
และจำฝังใจ”  เด็กๆ วิ่งเล่นหกล่ม
หากแม่รีบวิ่งมาโอบอุ้ม เด็กบางคนร้องเสียงดังมากขึ้น ราวกับว่าตัวเองบาดเจ็บสาหัส
?? ที่เล่ามาล้วนเกี่ยวข้องกับ “จิตใจ”
ของคนเราค่อนมาก ในทำนองว่า “จิต” ออกคำสั่ง “กาย” เจ็บป่วย
เรื่องที่ได้รับฟังจากปากคนอื่นกระทบต่อความรู้สึกตรงๆ นับว่าเป็นความลับทางจิตวิทยาเปรียบเสมือนมนตร์จริตเกลศมาร

ในภาวะที่จิตใจยังไม่มีประสบการณ์เพียงพอ
คนเรามักเกิด “อาการตกใจ อารมณ์สะเทือนใจ” ขึ้นฉันใดแล้วย่อมเป็น
“ความทรงจำตลอดไปจนถึงวัยผู้ใหญ่”
สภาพจิตใจที่เปลี่ยนไปมีความเกี่ยวข้องกับระบบต่อมไร้ท่อภายในร่างกายเรา เช่น
ตกใจสุดขีดเพราะบ้านไฟไหม้ สามารถยกตู้เย็นขนาดใหญ่ออกมาข้างนอกได้
ตอนยกเข้าไปตั้งในบ้านต้องสามคนหาม
ด้วยเหตุต่อมหมวกไตถูกกระตุ้นจึงหลั่งฮอร์โมนแอดรีนาลินเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น
ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดแรงขึ้น
ขบวนการเมตาบลิซึมเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานเพิ่มมากขึ้น จึงเกิดพลังที่คนปกติทำไม่ได้
ผู้ฝึกสอนนักกีฬามักใช้กลยุทธนี้ชักนำให้นักกีฬาของตนเองเกิดความฮึกเหิม
หว่านล้อมว่าคู่ต่อสู้ว่าเราพอสู้ได้ ชี้จุดอ่อนของคู่แข่ง
ขณะกำลังแข่งขันเราได้ยินนักกีฬาอุทานเสียงดังๆ ก่อนส่งลูกและเมื่อแต้มได้เสมอๆ

ยายที่ต่างจังหวัดคนหนึ่ง
บ่นปวดแข้งปวดขา นอนไม่หลับ พาไปหาหมอตรวจแล้วไม่เป็นอะไร
แต่ยายยืนยันหนักแน่นว่าปวดขา ปวดศีรษะ ทำให้นอนไม่หลับ
“…อยากให้คุณหมอจัดยาแก้ปวดและยานอนหลับให้ยาย…”
หมอผู้ใจดีก็พูดตามใจคุณยาย แต่หมอจ่ายให้เพียงวิตามินไปรับประทานและนัดมาพอีกหลังหนึ่งเดือนผ่านไป
“…คุณหมอจ๋า ยาดีจริงๆ หายปวดขาแล้ว หัวก็ไม่ปวดนอนหลับสบาย…”
เช่นนี้เรียกว่า “ผลกระทบพลาซีโบ (Placebo effect)” คือ “ฉันจะยินดีพอใจ (I shall pleasure)  เริ่มแรกเป็นการทดลองทางการแพทย์กับกลุ่มตัวอย่างที่ให้กินยาปลอมหรือเม็ดน้ำตาลที่ทำเหมือนเม็ดยาจริง
พบว่าหายจากอาการป่วย ทั้งๆ ที่สารที่ให้ไม่มีฤทธิ์ทางยาใดๆ  อันเป็นพลังลึกลับที่เยียวยาให้หายเจ็บป่วย (healing
power) ตามที่ตนเองคาดหวังหรือมีความเชื่อ
อาการเจ็บป่วยอาจมีอยู่จริง แต่ผู้ป่วยที่มีกำลังใจเข้มแข็ง มักคิดแต่สิ่งดีๆ
คิดทางบวกเข้าไว้ คาดคิดเอาเองว่าตนเองดีขึ้น หายแล้ว
จะเป็นพลังช่วยให้กระบวนการหายป่วยจริงๆ ด้วยการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
เม็ดเลือดขาวเพียงพอในการกำจัดเชื้อโรค
ภูมิต้านทานโรคเกิดขึ้นภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น
“ภาวะจิตสนับสนุนระบบสรีวิทยา” ที่นักวิชาการยืนยันแล้วว่าเกิดขึ้นได้จริง

เคยเห็นยายร่างท้วมคนหนึ่งอายุเกือบ
75 ปี ขาอ่อนแรง เดินด้วยตนเองไม่ได้มาตั้งแต่อายุย่างเข้า 70 ปี
ในปีที่หลายชายคนแรกบวช ลูกหลานเตรียมรถนั่งเข็นยายแห่รอบโบสถ์
พอเริ่มเวียนนาครอบโบสถ์ แทบไม่เชื่อสายตา
แกลุกจากรถเข็นเดินเกาะชายเสื้อคนที่อุ้มผ้าไตรไปโดยไม่มีคนพยุง ไม่ใช้ไม้เถ้าได้ถึง
1 รอบ เพราะผู้สูงอายุเชื่อว่าการบวชได้กุศลแรง พ่อแม่ญาติพี่น้องไม่ต้องตกนรก
ช่วงที่ผู้เขียนเป็นเด็กจะต้องถูกฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษ หรือฝีดาษ
ซึ่งกำลังมีการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน สมัยนั้นเรียกว่า ปลูกฝี
ครูจัดนักเรียนเข้าแถวเรียงหนึ่ง ถลกแขนเสื้อข้างซ้ายไปไว้ที่หัวไหล่
ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ รู้สึกกลัวมากเพราะใช้เข็มขนาดใหญ่น่าจะเป็นเบอร์ 18
จุ่มลงในขวดวัคซีนแล้วสะกิดปลายเข็มที่ต้นแขนให้เลือดออกซิปๆ แบบสดๆ
คิดว่าต้องเจ็บตัวแน่ๆ เพราะปีก่อนหน้านี้เพื่อนเคยชวนหนีเข้าป่าหลังโรงเรียนทำให้ไม่ต้องถูกปลูกฝี
แต่มาปีนี้ไม่รอด ก่อนปลูกฝีเจ้าหน้าที่อนามัย พูดด้วยความนุ่มนวลเป็นมิตรว่า
“ไม่เจ็บหรอกคะ แค่มดตัวเล็กๆ กัดเท่านั้นอง”
แล้วนักเรียนหัวแถวได้ยินเป็นคนแรกบอกต่อๆ กันในแถวว่าไม่เจ็บหรอก เขาฉีดค่อยๆ
แค่มดกัดเองหละ พอถึงคิวเราตอนนั้นยังเคลิ้มไปกับคำพูดหวานนั้นอยู่
จำไม่ได้ว่าเจ็บไหม ? เจ็บตอนไหน ? ครั้นพอเจ้าหน้าที่เดินทางกลับได้สักชั่วโมง
เอาแล้วได้เรื่องแล้วปวดตุ๊บๆ ที่ต้นแขนบริเวณปลูกฝี
แต่พอทนได้จนถึงเวลาเลิกโรงเรียนกลับบ้าน ตกดึกสะดุ้งตื่น มีไข้ตัวร้อน
ปวดร้าวมาที่รักแร้ ต้องพึ่งยาเขียวใหญ่ยาลดไข้ชั้นดีในสมัยนั้น
แล้วทำไมตอนโดยปลายเข็มสัมผัสเนื้อจึงไม่รู้สึกเจ็บ ?

ในวงสนทนาผู้สูงอายุ
“…อ่านต่อในตอนที่ 2

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *