ความลับทางจิตวิทยา – ep5

 

 

ขอกล่าวถึงความลับทางจิตวิทยาว่าด้วยนาซีโบต่อจากตอนที่ 4 นาซีโบร้ายแรงกว่าพลาซีโบเพราะเป็นผลจากโรคติดต่อทางความเชื่อ แต่ผลที่เกิดทั้งสองอย่างเป็น “ความรู้สึกเจ็บป่วยที่เกิดจากจิตใจ (psychogenic)” มีรายงานการทดลองติดตั้งอุปกรณ์บนศีรษะ กลุ่มที่หนึ่งบอกว่าคนหนึ่งว่าอุปกรณ์นี้จะปล่อยกระแสไฟฟ้าทำให้คุณปวดศีรษะอย่างรุนแรง แล้วให้บอกต่อๆ กันไป และกลุ่มที่สองไม่บอกอะไร โดยที่ทั้งสองกลุ่มไม่มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าแต่อย่างใด พบว่ามีหลายคนในกลุ่มที่หนึ่งบอกว่าปวดศีรษะรุนแรงในระหว่างการทดลอง ส่วนกลุ่มที่สองบอกว่ารู้สึกเฉยๆ  ยังมีการทดลองเกี่ยวกับความรู้สึกคันโดยการทาสารที่ไม่ก่อให้เกิดความคัน กลุ่มที่บอกก่อนว่าใครที่ทาน้ำยานี้แล้วจะทำให้คันและให้บอกต่อๆ ในกลุ่มเพื่อน เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่บอกอะไร หลังการทดลองพบว่ามีหลายคนในกลุ่มแรกบอกว่ารู้สึกคันจริงๆ

บางรายมีอาการลมชักและขาไม่มีแรง พอเข้าโรงพยาบาลไปตรวจทางประสาทวิทยากลับไม่มีสิ่งบ่งบอกใดว่ามีสิ่งผิดปกติในสมอง แล้วความทุกข์ทรมานจิตใจแบบไหนที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยทางกาย หรือว่ามีอาการเช่นนั้นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้คนรอบข้าง ประเด็นนี้มีอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่ามีลูกกับสามีที่ต่างประเทศ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูก ต้องจ้างคนเลี้ยงเพราะต้องเร่งทำวิจัย ก่อนกลับเมื่องไทยมีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับลูก 3 ขวบมากขึ้น เขามีสุขภาพดี ร่าเริง แจ่มใส ชอบเล่นมากกว่านอน พอกลับมาเมืองไทย พาลูกไปเดินห้างใหญ่แห่งหนึ่ง ช่วงที่ผ่านตู้โชว์ของเล่นเด็ก สังเกตว่าสายตาเขาจ้องมองไปที่ของเล่นในตู้อย่างไม่กระพริบตา พอจะเดินผ่านไปลูกหันหน้าพร้อมกับรั้งมือไว้ทำท่าจะทิ้งตัวลงพื้น เดินเลยไปได้เพียงก้าวเดียวเขาก็กรี๊ดเสียงดังลั่นแล้วล้มลงทำท่าชัก คนมามุงดูกันใหญ่ ทีแรกก็คิดว่าเป็นเหมือนเด็กทั่วๆ ไปที่อย่างได้ของเล่น ปล่อยไว้สักพักให้หยุดไปเอง เข้าไปโอ๋จะเคยตัว ลูกก็ยังไม่หยุดจึงนั่งลงไปถูกตัวลูก เขามีอาการเกร็ง ชักกระตุก และตาค้าง ต้องรีบอุ้มลูกพาออกไปทันที ในใจคิดว่าลูกคงไม่สบาย ก่อนกลับถึงบ้านได้แวะคลินิกเพื่อนหมอเด็กให้ตรวจดู พอดีที่คลินิกมีรถเด็กเล่น ทันทีที่เข้าไปในคลินิกลูกดีใจและขึ้นไปนั่งขับอย่างสบายใจ แปลกมากไม่น่าเชื่อ ผลการตรวจ “ลูกของเธอไม่เป็นอะไร คิดมากไปหรือเปล่า ?”

ภาวะจิตใจที่ส่งผลให้ร่างกายเสมือนว่ากำลังเจ็บป่วยที่เกิดในกลุ่มคนหลายคนรู้จักกันดีคือ “อุปาทานกลุ่ม” (collective hysteria, collective obsessional behavior, mass hysteria หรือ mass psychogenic illness) เรียกแบบไทยๆ ว่า “โรคผีเข้ากลุ่ม” เกิดขึ้นในกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีสาเหตุจากความเชื่อว่าตนเองกำลังเจ็บป่วยอย่างเดียวกันกับคนรอบๆ ข้างในกลุ่ม โดยที่อาการเจ็บป่วยบอกต่อๆ กันปากต่อปากแล้วเกิดอารมณ์ร่วม อาจเรียกว่า “โรคติดต่อทางอารมณ์” ทำให้ตนเองมีอาการคลื่นไส้ ขาไม่มีแรง ปวดศีรษะ ส่วนมากมีอาการป่วยไม่ชัดเจน เกิดมากในชุมชนที่เชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติและเคร่งศาสนาแบบสุดโต่ง ผลตามมาอาจมีการรับประทานยาที่มากเกิดความจำเป็น ไม่กินยาจะอยู่ไม่ได้ ปวดโน่นปวดนี้เหมือนคนรอบค้าง ทั้งที่ๆ ไม่ได้เจ็บปวดอะไร คิดไปว่าตัวเองเจ็บป่วยเหมือนคนอื่นๆ เมื่อราวปี ค.ศ. 1518 (พ.ศ. 2061) เกิดโรคชอบเต้น (Dancing plague / Dance epidemic Dancing mania) ที่สตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบัน (ช่วงนั้นเป็นดินแดนของอาณาจักรโรมัน) เริ่มจากมีหญิงคนหนึ่งออกมาเต้นรำโดยไม่พักเป็นระยะเวลาเกือบสัปดาห์ ข่าวแพร่ออกไปทำให้ผู้หญิงในละแวกเดียวกันกับเธอออกมาเต้นรำราว 400 คน โดยไม่หยุดพัก จนในที่สุดหลายคนเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจเต้นผิดปกติ ร่างกายอ่อนเพลียเพราะไม่ได้กินอาหาร ไม่ได้หลับนอนเป็นเดือนๆ น่าแปลกตรงที่ทำไมผู้ชายรอบข้างพวกเธอไม่เป็น ? โรคชอบเต้นรำนี้มีบันทึกว่าก่อนนี้เคยเกิดขึ้นในเมืองอาเคน ประเทศเยอรมนี เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1374 (พ.ศ. 1917) มีคนออกมาเดินตามถนน กรีดร้องเหมือนคนประสาทหลอน เต้นรำท่าแปลกๆ ดิ้น และบิดตัวไปมาจนหมดแรงไป ซึ่งโรคแปลกประหลาดนี้ได้แพร่กระจายไปถึงประเทศเนเธอร์แลนด์อีกด้วย นักประวัติศาสตร์อธิบายว่าอาจเป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ในเรื่องพ่อมด แม่มด หมอผี ฯ  คิดว่าชาวบ้านที่นี่ถูกสาปจึงออกมาเต้นรำเพื่อแก้อาถรรพ์ นักจิตวิทยาอธิบายว่าอาจเป็นโรคอุปทานกลุ่มที่เชื่อมโยงกับความคลั่งไคล้ศาสนาของคนยุโรปในยุคนั้นก็เป็นไปได้ ส่วนนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าอาจจะเกิดจากการกินข้าวปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราชนิดหนึ่งซึ่งทำลายเซลล์สมองทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ เหตุผลหลังสุดนี้น่าเชื่อถือ แต่เรื่องราวแปลกประหลาดเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันว่าสาเหตุแท้จริงว่าคืออะไร ยังเป็นความลับทางจิตวิทยาต่อไป เมื่อปี ค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505)

ที่โรงงานทอผ้า…อ่านต่อตอนที่ 6

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *