ความลับทางจิตวิทยา – ep4

 

ความลับทางจิตวิทยาอีกตัวอย่างหนึ่งจากกรณีแพทย์ในต่างประเทศรายงานว่าคนไข้รายหนึ่งมีอาการขาอ่อนแรง
ตามองไม่ชัด และเป็นลมชัก
ระบุว่าความตกใจขวัญผวาเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเจ็บป่วยทางกายได้
เธอย้ำคิดย้ำทำด้วยการล้างตาตัวเองเพราะรู้สึกว่าตามองไม่เห็น เป็นฝ้ามัว ทั้งๆ
ที่หมอตรวจตาแล้วไม่พบความผิดปกติใดๆ แต่เธอยืนยันว่าเธอป่วย
จึงทำเช่นนั้นเพราะคิดว่าจะช่วยให้ตาสว่างขึ้นหลังตื่นนอนตอนเช้า
แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตามืดมัวลงไปอีกทั้งๆ
จักษุแพทย์ตรวจหลายครั้งไม่พบความผิดปกติ หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่านาซีโบเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
กล่าวคือ เป็นผลทางลบของความเชื่อ
ส่วนพลาซีโบเป็นผลทางบวกของความเชื่อที่มีประโยชน์ (beneficial
effect)  นาซีโบเป็นอันตรายร้ายแรงที่อาจถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้
ดังเช่นเมื่อปี พ.ศ. 2513 นายแพทย์คลิปตัน มีโดร์ (Dr. Clipton Meador) สหรัฐอเมริกา รายงานมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่หมอวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอก
จะมีชีวิตอยู่ไม่นาน
แต่ภายหลังเขาตายได้มีการผ่าซากชันสูตรศพพบว่าก้อนเนื้องอกไม่ได้แพร่ขยาย ปี พ.ศ.
2517 นายแพทย์บรูซ ลิปตัน (Dr.Bruce Lipton) รายงานการวินิจฉัยโรคที่ผิดพลาดว่าผู้ป่วยรายหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหลอดอาหาร
ไม่มีโอกาสรอดชีวิต ในที่สุดเขาตายจริงๆ สาเหตุการตายเกิดจากผู้ป่วย
“กลัวว่าตัวเองจะต้องตายด้วยมะเร็ง ไม่ใช่ตายเพราะเซลล์มะเร็งลุกลามทำลายอวัยวะภายในร่างกาย
?

“ความกลัวสุดขีด”
“ความเชื่อความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่ออำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติ”
เกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง
ต่อมไฮโปทาลามัสกับกลุ่มเซลล์ประสาทในสมองส่วนซีรีบรัมเชื่อมต่อกับต่อมไฮโปทาลามัส
เรียกว่า “อะมิกดาลา (amygdala)” ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้สึก
อารมณ์ และความกลัว พบว่ามีผู้ป่วยบางรายตายด้วยอาการหมดสติฉับพลัน หอบหืด
และหายใจติดขัด เพราะความดันโลหิตต่ำกว่าปกติ ทั้งๆ
ที่ไม่มีประวัติการป่วยโรคนี้ 
โดยที่กระบวนการของอะมิกดาลา แบ่งเป็น 2 อย่าง คือ เส้นทางความกลัวเนื่องจากการมองเห็น
(vision-to-fear-pathway) และเส้นทางความกลัวจากการได้ยิน (auditory-to-fear-pathway)  การตายที่มีผลมาจากความกลัวอาจเรียกว่า
“ความตายมนตร์ดำ (Voodoo death)”  “…..หนุ่มใหญ่กลั้นหายใจปลิดชีพตัวเองหนีโรคร้าย……”  การตายของเขาไม่ใช่สาเหตุจากโรค แต่เป็นความกลัวว่าตัวเองจะต้องตายด้วยโรคนั้นๆ
นี้แหละความลับทางจิตวิทยา

คณะวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยฮัลล์ สหราชอาณาจักร ทดลองผลของข่าวลือที่มีต่อการเจ็บป่วย
กลุ่มทดลองได้บอกคนหนึ่งว่าในอากาศรอบตัวปนเปื้อนมลพิษที่ทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้
ผื่นคัน และทำให้ง่วงนอน แล้วให้บอกเพื่อนๆ ในกลุ่มทราบเรื่องนี้ ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้บอกอะไร
ผลการทดลองพบว่าผู้หญิงครึ่งหนึ่งในกลุ่มทดลองบอกว่ามีอาการเช่นนั้น แม้ว่าทั้งสองกลุ่มจะสูดดมอากาศที่ไม่ปนเปื้อนมลพิษก็ตาม
อีกงานวิจัยหนึ่งคือ มีการศึกษากับกลุ่มคนออกกำลังกาย
กลุ่มแรกมีศรัทธาความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าการออกกำลังกายจะทำให้ร่างแข็งแรง
เพิ่มกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างความต้านทานต่อโรค
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าการออกกำลังกายจะทำให้บาดเจ็บ ทำให้เหนื่อยและเกิดความหิวมากขึ้น
ปรากฏว่ากลุ่มแรกประสบความสำเร็วมากกว่ากลุ่มที่สอง  นอกจากนี้เป็นที่รู้กันดีว่าการรับประทานยาบางชนิดจะมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไปในแต่ละคน
ผลข้างเคียงเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ทั้งผู้ป่วยและแพทย์
แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้ป่วยบางคนต้องประสบ
“…..ยานี้ทานแล้วอาจทำให้คุณยายรู้สึกมึนงง ง่วงนอน….”
เปรียบเทียบกับ “…..หลังทานยานี้แล้ว คุณยายอาจจะรู้สึกมึนงงง่วงนอนนิดหน่อย
ก็ให้นั่งพักสักครู่ แสดงว่ายาออกฤทธิ์เต็มที่ การรักษาได้ผลดี จะหายป่วยในเร็วๆ
นี้…..” 
ผู้อ่านคิดว่าแบบไหนที่คุณยายน่าจะหายป่วยเร็วกว่า….!??!

ขอกล่าวถึงความลับทางจิตวิทยาว่าด้วยนาซีโบ…อ่านต่อตอนที่
5

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *